Last updated: 9 ก.ย. 2569 | 25 จำนวนผู้เข้าชม |
แนะนำ 3 เครื่องผลิตออกซิเจน KROBER จากเยอรมนี รุ่นไหนเหมาะกับการใช้งานที่บ้าน
สำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ การเลือก เครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับใช้ที่บ้าน ไม่ควรดูเพียงว่าเครื่องสามารถผลิตออกซิเจนได้กี่ลิตรต่อนาทีเท่านั้น แต่ควรพิจารณาทั้ง ระดับเสียง น้ำหนัก การใช้พลังงาน และช่วงอัตราการไหลของออกซิเจน เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการใช้งานจริงในระยะยาว
โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปิดเครื่องหลายชั่วโมงต่อวันหรือใช้งานในห้องนอน เครื่องที่มีเสียงเบาและกินไฟน้อยกว่าย่อมช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งานภายในบ้าน
หนึ่งในแบรนด์ที่โดดเด่นในด้านนี้คือ KROBER ผู้ผลิตจากประเทศเยอรมนี โดยมี 3 รุ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ KROBER Aeroplus E, KROBER O2 และ KROBER 4.0 ซึ่งแต่ละรุ่นมีจุดเด่นแตกต่างกัน

1. KROBER Aeroplus E รุ่นคุ้มค่า ใช้งานง่าย และประหยัดพลังงาน
KROBER Aeroplus E เป็นเครื่องผลิตออกซิเจนขนาดสูงสุด 5 ลิตรต่อนาที เหมาะสำหรับการใช้งานประจำภายในบ้าน จุดเด่นคือรูปแบบการใช้งานที่ไม่ซับซ้อนและการปรับ Flow แบบ Manual
ตัวเครื่องสามารถปรับอัตราการไหลได้สูงสุด 5 ลิตร/นาที โดยผู้ผลิตระบุความเข้มข้นออกซิเจนประมาณ 93% ±3% ในช่วง 0.5–4 ลิตร/นาที และประมาณ 90% ±3% ในช่วง 4–5 ลิตร/นาที
เสียงการทำงาน 38.6 dB(A)
Aeroplus E มีระดับเสียงที่ผู้ผลิตระบุไว้ที่ 38.6 dB(A) จึงจัดเป็นเครื่องที่ค่อนข้างเงียบสำหรับการใช้งานภายในบ้าน
น้ำหนักประมาณ 17.5 กิโลกรัม
ตัวเครื่องมีน้ำหนักประมาณ 17.5 กก. และมีล้อสำหรับช่วยในการเคลื่อนย้าย จึงสามารถขยับตำแหน่งเครื่องภายในบ้านได้ตามความเหมาะสม
กำลังไฟเพียง 295 วัตต์
อีกจุดที่น่าสนใจคือใช้กำลังไฟ 295 W ซึ่งต่ำกว่า KROBER O2 ที่ 350 W หากเป็นบ้านที่ต้องเปิดเครื่องเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน เรื่องการใช้พลังงานจึงเป็นอีกปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณา
Aeroplus E จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่อง 5 ลิตรที่ใช้งานง่าย เสียงไม่ดังมาก และใช้พลังงานไม่สูง
2. KROBER O2 รองรับ Flow ได้สูงสุดถึง 6 ลิตร/นาที
หากความต้องการหลักคือ อัตราการไหลที่สูงกว่า 5 ลิตร/นาที KROBER O2 จะมีข้อได้เปรียบเหนืออีกสองรุ่น เพราะรองรับอัตราการไหลสูงสุดถึง 6 ลิตร/นาที
ผู้ผลิตระบุความเข้มข้นออกซิเจนประมาณ 93% ±3% ที่ช่วง 0.2–5 ลิตร/นาที และประมาณ 90% ±3% ในช่วง 5–6 ลิตร/นาที
เสียงการทำงาน 35 dB(A)
KROBER O2 มีระดับเสียงตามข้อมูลผู้ผลิตอยู่ที่ประมาณ 35 dB(A) ถือว่าเงียบสำหรับการใช้งานภายในบ้าน และเงียบกว่า Aeroplus E ตามตัวเลขสเปกที่ระบุ
น้ำหนักประมาณ 18.8 กิโลกรัม
ตัวเครื่องมีน้ำหนักประมาณ 18.8 กก. ซึ่งถือว่าหนักที่สุดใน 3 รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบ
กำลังไฟ 350 วัตต์
KROBER O2 ใช้กำลังไฟประมาณ 350 W สูงกว่า Aeroplus E และ 4.0 ที่ 295 W
ดังนั้นจุดขายสำคัญของ O2 ไม่ใช่เรื่องประหยัดไฟที่สุดหรือเบาที่สุด แต่เป็นเรื่อง ความสามารถในการรองรับ Flow สูงสุดถึง 6 ลิตร/นาที
สำหรับผู้ใช้งานที่มีความต้องการอัตราการไหลสูงกว่า 5 ลิตร/นาทีตามคำแนะนำของแพทย์ รุ่น O2 จึงเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณา
⭐ 3. KROBER 4.0 รุ่นที่แนะนำสำหรับ Home Care — เงียบกว่า เบากว่า และประหยัดไฟ
หากผู้ใช้งานต้องการ Flow ไม่เกิน 5 ลิตร/นาที และกำลังเลือกระหว่าง KROBER ทั้ง 3 รุ่น KROBER 4.0 เป็นรุ่นที่โดดเด่นมากสำหรับการใช้งานภายในบ้าน
เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเปรียบเทียบตัวเลขแล้ว รุ่น 4.0 มีข้อได้เปรียบหลายด้านพร้อมกัน ทั้ง ระดับเสียง การใช้พลังงาน น้ำหนัก และระบบควบคุม Flow แบบ Digital
ผู้ผลิต KROBER เองก็วางตำแหน่งรุ่น 4.0 ไว้ในด้าน “ultimate quietness” หรือความเงียบเป็นพิเศษ
จุดเด่นข้อที่ 1 — เสียงเพียง 31 dB(A)
นี่คือจุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดของ KROBER 4.0
ผู้ผลิตระบุระดับเสียงไว้ที่ประมาณ 31 dB(A) เทียบกับ KROBER O2 ที่ 35 dB(A) และ Aeroplus E ที่ 38.6 dB(A) ตามสเปกที่ผู้ผลิตเผยแพร่
จึงเหมาะเป็นพิเศษกับบ้านที่ต้องวางเครื่องไว้ ข้างเตียงหรือภายในห้องนอน รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องเปิดเครื่องเป็นเวลานาน เพราะช่วยลดเสียงรบกวนระหว่างพักผ่อนได้
ถ้าให้ความสำคัญกับความเงียบ KROBER 4.0 คือรุ่นที่เด่นที่สุดใน 3 รุ่นนี้
จุดเด่นข้อที่ 2 — กำลังไฟเพียง 295 W
เครื่องผลิตออกซิเจนเป็นอุปกรณ์ที่ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องเปิดใช้งานวันละหลายชั่วโมง ดังนั้นกำลังไฟจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม
KROBER 4.0 ใช้กำลังไฟประมาณ 295 W ขณะที่ KROBER O2 ใช้ประมาณ 350 W เท่ากับว่า 4.0 มีกำลังไฟตามสเปกต่ำกว่าประมาณ 55 W หรือราว 16%
ถ้าเปิดวันละ 8 ชั่วโมง ตัวอย่างการใช้พลังงานตามกำลังไฟพิกัดจะอยู่ที่ประมาณ:
KROBER 4.0: 295 W × 8 ชม. ≈ 2.36 kWh/วัน
KROBER O2: 350 W × 8 ชม. ≈ 2.80 kWh/วัน
ดังนั้นสำหรับการใช้งานระยะยาว 4.0 จึงน่าสนใจในด้านการใช้พลังงานมากกว่า O2 โดยการใช้ไฟจริงและค่าไฟจริงอาจแตกต่างตามสภาพการใช้งานและอัตราค่าไฟ
จุดเด่นข้อที่ 3 — น้ำหนักประมาณ 17.1 กก.
KROBER 4.0 มีน้ำหนักประมาณ 17.1 กก. ตามข้อมูลปัจจุบันของผู้ผลิต เทียบกับ O2 ที่ประมาณ 18.8 กก. และ Aeroplus E ที่ประมาณ 17.5 กก.
แม้เครื่องทั้ง 3 รุ่นจะเป็นเครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับใช้งานประจำที่ ไม่ใช่ Portable Oxygen Concentrator แต่เมื่อต้องเคลื่อนเครื่องจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่ง น้ำหนักที่ลดลงก็ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ดูแลได้
จุดเด่นข้อที่ 4 — ปรับออกซิเจนได้สูงสุด 5 ลิตร/นาที
KROBER 4.0 รองรับอัตราการไหลสูงสุด 5 ลิตร/นาที โดยผู้ผลิตระบุความเข้มข้นของออกซิเจนประมาณ:
0.2–4 L/min : 93% ±3%
4–5 L/min : 90% ±3%
นอกจากนี้ยังเป็นระบบ Digital Integrated Flow Control แตกต่างจาก Aeroplus E ซึ่งใช้การปรับ Flow แบบ Manual
จึงช่วยเสริมภาพรวมของ 4.0 ให้เป็นเครื่องที่มีความทันสมัยและเหมาะกับ Home Care มากขึ้น
ทำไมเราถึงต้อง KROBER 4.0?
ถ้าผู้ใช้งานต้องการออกซิเจน ไม่เกิน 5 ลิตร/นาทีตามที่แพทย์กำหนด รุ่น 4.0 ถือเป็นตัวเลือกที่ลงตัวมากในกลุ่มนี้ เพราะได้ข้อดีหลายอย่างพร้อมกัน
เงียบกว่า — ระดับเสียงตามสเปกประมาณ 31 dB(A)
ประหยัดพลังงานกว่า O2 — กำลังไฟ 295 W เทียบกับ 350 W
น้ำหนักน้อยกว่า O2 — ประมาณ 17.1 กก. เทียบกับ 18.8 กก.
ปรับ Flow แบบ Digital — รองรับสูงสุด 5 ลิตร/นาที
ดีไซน์สำหรับ Home Care — รูปทรงทันสมัย เหมาะกับการจัดวางภายในบ้าน
พูดง่าย ๆ คือ หากไม่ได้จำเป็นต้องใช้ Flow สูงถึง 6 ลิตร/นาที รุ่น 4.0 ให้ความสมดุลที่ดีมากระหว่างความเงียบ การประหยัดพลังงาน น้ำหนัก และความสะดวกในการใช้งาน
โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่ต้องเปิดเครื่องหลายชั่วโมงและวางเครื่องไว้ใกล้บริเวณพักผ่อน KROBER 4.0 เป็นรุ่นที่น่าเลือกเป็นพิเศษ
แล้วควรเลือก O2 หรือ Aeroplus E เมื่อไร?
ไม่ได้หมายความว่า KROBER 4.0 จะเหมาะกับทุกคน เพราะแต่ละรุ่นมีจุดแข็งต่างกัน
หากแพทย์กำหนดให้ต้องใช้อัตราการไหลที่ มากกว่า 5 ลิตร/นาที รุ่น KROBER O2 รองรับได้สูงสุดถึง 6 ลิตร/นาที จึงตอบโจทย์มากกว่า ส่วน Aeroplus E เหมาะกับผู้ที่ต้องการเครื่อง 5 ลิตร รูปแบบการใช้งานไม่ซับซ้อน และ Flow แบบ Manual
แต่ถ้าความต้องการอยู่ในช่วงไม่เกิน 5 ลิตร/นาที และต้องการเครื่องสำหรับใช้งานในบ้านที่ เงียบ ใช้ไฟไม่สูง น้ำหนักไม่มาก และควบคุม Flow แบบ Digital — KROBER 4.0 คือรุ่นที่เราแนะนำ
สรุป KROBER 4.0 เหมาะกับใคร?
KROBER 4.0 เหมาะกับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่ได้รับคำแนะนำให้ใช้ออกซิเจนในช่วงไม่เกิน 5 ลิตร/นาที และต้องการเครื่องสำหรับใช้งานเป็นประจำภายในบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเปิดเครื่องเป็นเวลานานหรือใช้งานในห้องนอน
ด้วยระดับเสียงประมาณ 31 dB(A) กำลังไฟเพียง 295 W น้ำหนักประมาณ 17.1 กก. พร้อมระบบปรับ Flow แบบ Digital สูงสุด 5 ลิตร/นาที ทำให้ 4.0 เป็นรุ่นที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับ Home Care
สำหรับผู้ที่กำลังลังเลระหว่าง Aeroplus E, O2 และ 4.0 สามารถสอบถาม Loyal Care เพื่อเปรียบเทียบแต่ละรุ่นและเลือกเครื่องให้เหมาะกับอัตราการไหลของออกซิเจนที่แพทย์แนะนำได้ค่ะ
ถ้าเน้นใช้ในบ้าน ใช้ใกล้ห้องนอน ต้องการความเงียบ และ Flow ไม่เกิน 5 ลิตร/นาที — KROBER 4.0 เป็นรุ่นที่เราเชียร์เป็นพิเศษ